ชอบโปรยบนโปสเตอร์หนังเรื่อง Moonlight ที่ว่า
” ใต้ดวงจันทร์ทุกคนฝันถึงความรัก “
แม้หน้าหนังจะอวดตัวเองว่าเป็นหนังเกย์ผิวดำ แต่เอาเข้าจริงเนื้อเรื่องสากลมาก
เรื่องความรักเกิดในหัวใจทุกคน ไม่ว่าเกย์ ชายจริง หรือหญิงแท้
ต่อให้พยายามเลี่ยงก็ไม่มีใครหนีพ้นหรอก
ทุกคนเคยตกหลุมรัก หลายคนเคยแอบรัก บางคนลืมรักแรกไม่ได้ เพราะเคยมีคนทำให้เราหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำในกาลครั้งหนึ่งของความทรงจำ
ชอบทุกช่วงชีวิตของ “ไชรอน” ตัวละครหลัก (ตามภาพในโปสเตอร์) ทั้ง “ลิตเติ้ล” ในวัยเด็กที่ถูกเพื่อนรุมแกล้งและล้อเลียนว่า “อีตุ๊ด” แถมแม่ก็ไม่สนใจเพราะติดยา นี่คือจุดเริ่มต้นของความเคว้งคว้างสับสนทั้งมวล
“ไชรอน” ช่วงวัยรุ่นที่ยังวนเวียนอยู่ในวังวนเหยื่อความรุนแรงในโรงเรียน (ชอบฉาก “ฟาดเก้าอี้” มากที่สุด มันคือฉากปลดปล่อยความเครียดและกดดันทั้งมวลของคนดู) ชอบความสับสนและการค้นหาตัวเองเงียบๆของไชรอน แต่ฉากถูกเพื่อนต่อยแล้วจ้องตอบด้วยสายตาขมขื่นปนผิดหวังทำเราซึ่งอยู่นอกจอจุกและเจ็บมาก
และ “แบล็ก” ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ที่ถูกหล่อหลอมมาจากคนรอบตัวและสภาพแวดล้อมจนกลายเป็นหนุ่มหลงทางและขี้เหงามากกว่าเดิมในปัจจุบัน — ชื่อลิตเติ้ลและแบล็กเป็นฉายาที่เพื่อนตั้งให้
แม้จะมีวัตถุดิบในการขยี้อารมณ์คนดู ยิ่งประเด็นเกย์ยิ่งเอื้อให้ขยี้ได้ง่าย แต่หนังกลับไม่ยัดเยียดฉากดราม่าฟูมฟายของตัวละครเหมือนหนังเพศทางเลือกเรื่องอื่นๆ ซึ่งการค่อยๆดำเนินเรื่องตามธรรมชาติแบบนี้กลับทำให้เราอินและดิ่งไปกับมัน ความเงียบของตัวละครและบรรยากาศเหงาๆแบบหว่องกาไวยิ่งทำให้เราสัมผัสตัวละครได้ง่าย — หนังได้เข้าชิงออสการ์หลายสาขา รวมทั้ง best picture ซึ่งถ้าจะคว้าสาขานี้ไปกอดก็ไม่น่าแปลกใจ
ฉากท้ายเรื่องทั้งเหงาปนเศร้าเคล้าอบอุ่น ก็อย่างที่โปรยบนโปสเตอร์บอกนั่นแหละ
” ใต้ดวงจันทร์ทุกคนฝันถึงความรัก “